รู้ไว้ใช่ว่า: มาดูแคลอรี่ของอาหารกันเถอะ

รู้ไว้ใช่ว่า: มาดูแคลอรี่ของอาหารกันเถอะ

ความรู้รอบตัว
วิธีการลดน้ำหนักให้ได้ผลวิธีหนึ่งคือการควบคุมอาหาร(ไม่ใช่อดอาหารนะคะ) บวกกับการออกกำลังกาย
โดยการรับเข้า(คือการกิน)จะต้องน้อยกว่าการส่งออก(คือการออกกำลังกาย)
ใน 1 วันนั้นคนเราจะรับประทานอาหารวันละ 2200 กิโลแคลอรี่
โดยที่น้ำหนักตัวของคนเรานั้น 1 กิโลกรัม จะคิดเป็น 7700 กิโลแคลอรี่
สมมุติ ว่าถ้าเราจะลดนำหนักสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัมหรือ 7700 กิโลแคลอรี่แล้ว ใน 1 วันเราควรจะรับประทานอาหารลดลง 1100 กิโลแคลอรี่ (7 วันจะลดได้ 7700 กิโลแคลอรี่)
เพราะฉะนั้นใน 1 วัน ควรจะรับประทานอาหาร 2200-1100 = 1100 กิโลแคลอรี่
ลองมาดูกันนะคะว่าอาหารในแต่ละจานนั้นให้พลังงานเท่าไหร่
I.อาหารจานเดียว
อาหาร น้ำหนัก (กรัม) แคลอรี่
ข้าวมันไก่ 230 459
ข้าวหมูแดง 213 254
ข้าวผัดปูใส่ไข่ 218 377
ขนมจีนน้ำยา 136 130
ขนมจีนน้ำพริก 210 292
ราดหน้า 211 214
ผัดซีอิ๊ว 218 425
ผัดไทย 218 411
บะหมี่หมูแดง 213 231
เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อสด 323 187
สุกี้ยากี้น้ำ 250 221
กระเพาะปลา 238 138
II.อาหารว่าง

อาหาร ปริมาณ แคลอรี่
สาคูไส้หมู 6 ลูก 168
กุยช่าย 3 อัน 159
ทอดมัน 5 ชิ้น 185
ก๋วยเตี๋ยวหลอด 2 อัน 100
กะหรี่พัฟ 1 ตัว 156
ข้าวต้มผัด 1 ห่อ 197
มันฝรั่งทอด 10 ชิ้น 155
แฮมเบอร์เกอร์ 1 อัน 283
บะหมี่สำเร็จรูป 1 ห่อ 237
กล้วยแขก 5 ชิ้น 253
III.ของหวาน

อาหาร ปริมาณ แคลอรี่
กล้วยไข่เชื่อม 3 ผล 265
กล้วยบวดชี 1 ถ้วย 129
บัวลอย 1 ถ้วย 211
ลอดช่อง 1 ถ้วย 166
วุ้นกะทิ 1 อัน 166
ทองหยิบ 1 ดอก 142
สังขยา 1 ชิ้น 142
IV.ผลไม้

อาหาร ปริมาณ แคลอรี่
สัปปะรด 1 ชิ้น 80
มะละกอสุก 1 ชิ้น 80
ส้มเขียวหวาน 1 ผล 40
มะม่วงดิบ/สุก 1 ผล 80
เงาะ 1 ผล 10
องุ่น 8-10 ผล 40
ละมุด 1 ผล 40
ฝรั่งเวียดนาม 1 ผล 80
แอปเปิล 1 ผล 40

V.เครื่องดื่ม
อาหาร ปริมาณ แคลอรี่
กาแฟ 1 ชช. 4
ชา 1 ถ้วย 2
น้ำตาล 1 ก้อน 15
น้ำอัดลม 8 ออนซ์ 102
เบียร์ 8 ออนซ์ 100
ยาคูลท์ 1 ขวด 41
วิสกี้ 30 ก. 70
แชมเปญ 120 ก. 95

นอกจากการคำนวณปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้ว ก็ควรคำนวณการใช้พลังงานด้วยนะคะ
จำนวนพลังงานที่ใช้ไปในชีวิตประจำวัน
กิจกรรม พลังงานที่ใช้ไป ต่อชั่วโมง (แคลอรี่)
นั่งดูทีวี 100
ยืน 140
ปูที่นอน 135
ทำงานบ้าน 150-250
เดินเล่น 210
กวาดพื้น 225
ตัดหญ้า 250-300
ทำสวน 300-450

จำนวนพลังงานที่ใช้ไปในการออกกำลังกายชนิดต่างๆ
ชนิดของการออกกำลังกาย พลังงานที่ใช้ไป ต่อชั่วโมง (แคลอรี่)
เดินช้า 150
เดินธรรมดา 300
เดินเร็ว 420-480
เดินลงบันได 425
เดินลงเนิน 240
เดินขึ้นบันได 600-1080
เดินขึ้นเนิน 480-900
ขี่จักรยาน 250-600
เล่นแบดมินตัน 350
เต้นรำ 350
เล่นโบว์ลิ่ง 400
ว่ายน้ำ 260-750
เล่นเทนนิสคู่ 360
เล่นเทนนิสเดี่ยว 480
เล่นวอลเล่ย์บอล 300
ตีกอล์ฟ, นั่งรถ 240
ตีกอล์ฟ ลากถุงกอล์ฟ 300
ตีกอล์ฟ แบกถุงกอล์ฟเอง 360
วิ่งเหยาะๆ 600-750
วิ่งเร็ว 900-1,200
เล่นสเก็ตปกติ 420
เล่นสเก็ตแข่งความเร็ว 700
บาสเก็ตบอล 360-660

เค้า่ว่า ตายอย่างรู้ อยู่อย่างเห็น อ่านดูนะครับ





คนบางคน....เกิดมาเพื่อสาละวนวุ่น
กับการเพ่งดูว่าใครดี ใครไม่ดี
สุดท้ายเขาก็ตายเปล่า.....โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองดีหรือไม่ดี

คนบางคน...เกิดมาเพื่อสาละวนวุ่น
กับการกำจัดจุดบอดของตนเอง เสริมจุดแข็งให้แกร่งขึ้น
หาจุดยืนดีดี.....ที่ยังไปไม่ถึง สุดท้ายเขาไม่ตายเปล่า
เขาย่อมฝากประโยชน์ใหญ่ไว้ในโลกนี้...จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที

คนบางคน....เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้จบไปอีกครั้ง
ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งไหน จะครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายไม่นำพา
ไม่รู้จะหาประโยชน์อันใด....ไม่ทราบจะเชื่อคำตอบใครดี

คนบางคน....เกิดมาเพื่อค้นหาเหตุผลของการเกิด
เกินทนกับการไมรู้...เกินตาหลับไปกับการตายที่ไม่ได้คำตอบ
เกินทำใจให้ชอบกับการเป็นหน้าโง่เกิดใหม่
เกินยินดีกับการเหนื่อยซ้ำที่สูญเปล่า

กลอนเปล่าบทสุดท้ายของบทนี้ เขียนไว้อย่างน่าคิดว่า

คนบางคนเกิดมาเพื่อพบคำตอบที่ถูก
โจทย์ชีวิตจะง่ายลง
หายใจออกก็รู้..หายใจเข้าก็รู้
มีให้ดูเพียงใด...มีให้รับเท่าไหร่...มีให้สละแค่ไหน
ก็ให้เป็นไปตามนั้น ไม่ถือสิ่งใดให้หนักมือ

เรียบง่ายเหมือนเดินทางเท้าเปล่า โดยปราศจากพิธีรีตอง
ไปจนถึงปลายทาง....โดยปราศจากตัวตนติดค้าง

ตายอย่างรู้...อยู่อย่างเห็น เป็นชื่อเรื่องบทหนึ่งในหนังสือ"ว่างแล้วคิดเรียกว่า คิดจากความว่าง" เล่มที่ 3 เขียนโดย ดังตฤณ
พิมพ์ครั้งที่ 1 เดือนมีนาคม 2550 ที่สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี กรุงเทพฯ
ไม่สามารถยกมาได้หมด จะนำมาฝากเฉพาะส่วนที่ชอบใจเท่านั้น 

เค้าว่า ณ ปากประตูแห่งความตาย อ่านกันนะครับ

ณ ปากประตูแห่งความตาย


ณ ปากประตูแห่งความตาย
ความตายสำหรับคนที่ยังรักชีวิต คือ จุดจบที่น่ากลัว

ความตายสำหรับคนที่ยังห่วงใยญาติมิตร คือ การจากไปที่น่ากังวล
ความตายสำหรับคนที่ยังติดใจในกาม คือ การออกจากฝันดีที่น่าเสียดาย
ความตายสำหรับคนที่เบื่อโลก คือ จุดจบที่น่าปรารถนา
ความตายสำหรับคนที่น้อยใจคนรอบข้าง คือ การจากไปที่น่าสะใจ
ความตายสำหรับคนที่ผิดหวังในกาม คือ การออกจากฝันร้ายที่ขมขื่นเสียที
คนเราตายเหมือนกัน แต่รูปแบบการตายต่างกัน
ความเชื่อเกี่ยวกับความตายก็ต่างกัน

การมีชีวิตอยู่อีกนาน ทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องไกลตัว
แต่ความตายที่กำลังรออยู่ตรงหน้า ทำให้การมีชีวิตอยู่ที่ผ่านมา
กลายเป็นเพียงความฝันเหลวไหล ที่กำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น

ศาสนาต่างๆ พูดถึงความตายต่างกัน
แต่พูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าควรตายอย่างสงบสุข
แม้คนไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า ก็ต้องการตายอย่างสงบสุขเช่นกัน
พุทธเราเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง คือบอกว่าอย่าตายเปล่า
อย่าเอาแค่ตายด้วยความเป็นสุข
ถึงแม้ตายขณะจิตเป็นสมาธิขั้นฌาน ก็นับว่าน้อยไป
ไม่คุ้มกับการมีโอกาสเป็นมนุษย์

พุทธเราขอให้ตายอย่างเข้าใจ เข้าใจว่าที่ตายไม่ใช่เรา
แม้ที่เกิดมาก็ไม่ใช่เรา ตัวเราเป็นแค่ความเข้าใจผิด
คิดว่ากายใจอันเกิดจากกรรม เป็นอัตตาตัวตนที่แท้จริง
ถ้าเข้าใจให้ถูก ต้องกล่าวว่ากายใจ
เป็นแค่ที่ตั้งของความเข้าใจผิด
เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามันปรวนแปรไป ก็ยังอุตส่าห์อยากให้มันเหมือนเดิม
เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามันก้าวสู่ความแตกดับ ก็ยังอุตส่าห์หวังให้มันคงอยู่
อาการที่จิตยึดเหนี่ยวกายใจอย่างเหนียวแน่น
สะท้อนถึงความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับกายใจมาตลอด
ภาวะใกล้ตายนับเป็นโอกาสสุดท้าย
ที่เราจะทำความเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้อง
หากทำได้...
ช่วงสุดท้ายนับว่ามีค่ากว่าทุกช่วงที่ผ่านมาทั้งหมด!

การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย งานที่ท้าทาย มากๆ น่าจะเป็นนวัตกรรมของสอเรา

มีใคร  หลายๆคน เคย รู้รึเปล่าว่า   ขึ้นตอนของการตาย ของคนเรา นั่นมีอย่างไรกัน   ขั้นตอนการตาย(stages of dying) โดยมีนักจิตวิทยาคนหนึ่งได้ศึกษาและพบว่า คนเรา จะมีระยะขั้นตอน  ก่อนตาย  มีดังนี้คือ
1 ระยะปฏิเสธ=เป็นพฤติกรรมที่ยังไม่ยอมรับว่า กำลังจะตาย
2 ระยะโกรธ=เป็นการตอบสนองลักษณะที่ไม่สมหวัง โดยเฉพาะการสูญเสียการควบคุมของร่างกายทำให้ อาจมีการโยกความโกรธสู่ญาติๆ พี่น้อง  เพื่อน  ตลอดจนผู้ดูแล  ทางออกควรให้ผู้ใกล้ตายได้แสดงออก แสดงความรู้สึกโดยได้ต่อล้อ เพื่อไม่ให้เห็นการบานปลาย
3 ระยะต่อรอง=เป็นอีกขั้นหนึ่ง ระยะนี้มักจะมีการบน  การทำพิธีทางศาสนา เพื่ออาจทำให้ชีวิตยืนยาวได้
4 ระยะซึมเศร้า= ระยะนี้ผู้ใกล้ตายจะหดหู่เศร้าใจ ยอมสละได้ทุกอย่าง ผู้ป่วยระยะนี้มีความกล้าและพร้อมจะยอรับฟังทุกอย่าง และยอมรับความเป็นจริง  มีพฤติกรรมที่ถอยหนีจากสังคมควรทำตัวเป็นเพื่อน
5 ระยะการยอมรับ=นี่เป็นขันตอนสุดท้าย ผู้ป่วยจะให้การยอมรับและยอมรับถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะทำให้เกิดความสงบสุข และการที่ผู้ป่วยใกล้ตายกลัวมากที่สุดคือ การถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว..
ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว   ตามความเป็นจริงเหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้เกิดเรียงตามเหตุการณ์นี้

จริยธรรมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
1ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้ป่วย
2ผู้ป่วยสามารถในการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีเหตุมีผล
3ผู้ป่วยต้องมีอิสระในการรับการรักษาโดยปราศจากการถูกบังคัย
นี่แหละ   วิธีคิดของ   คน เรา  มันต่างกัน
ทุกวันทุกคนบนโลกใบนี้มีเวลาเท่าเทียมกันคือ 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี มองจากแง่มุมของเศรษฐศาสตร์ เวลาของทุกคนมีคุณค่าไม่เท่ากัน การบริหารเวลาของแต่ละคนจึงหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความพ่าย แพ้ ค่าของเวลาเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพ ซึ่งในแง่ธุรกิจคือต้นทุน ฉะนั้นสถาบันศึกษาทุกแห่งที่สอนวิชาการบริหารธุรกิจจึงมีหลักสูตรเกี่ยวกับ การบริหารเวลา      clip_image004 
ครั้ง หนึ่ง เล่าปี่ขอขงเบ้งให้แนะนำวิธีสร้างตนเป็นอภิมหาเศรษฐีแห่งดินแดน ขงเบ้ง ว่างานใหญ่เช่นนี้ต้องวางแผนและรู้จักบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
เล่าปี่ กล่าวว่า ข้าฯ เห็นด้วยในหลักการ แต่ทว่าข้าฯ มีงานมากมายที่ต้องทำทุกวันจนเวียนเกล้าเวียนศีรษะ ไม่เคยมีเวลาพอที่จะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย‘  ขงเบ้ง บอกให้ลูกน้องไปเตรียมก้อนหิน ก้อนกรวด ก้อนทราย และน้ำจำนวนหนึ่ง พร้อมถังเหล็กใหญ่หนึ่งใบ
เล่าปี่ถามด้วยความแปลกใจท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร?’
ขงเบ้งยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมกับตอบด้วยคำถามว่าท่านบริหารเวลาด้วยวิธีclip_image002ใด?’
เล่าปี่ตอบว่าข้าฯ   เคยคิดว่า ข้าฯ    มีเทคนิคที่ดีอยู่แล้ว คือใช้วิธีมอบหมาย ข้าฯ    มี ผู้ช่วยอยู่รอบด้านตั้งแต่กวนอู เตียวหุย เจ้าหยุน ฯลฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ด้านต่างๆ แต่งานทั้งหลายก็ยังพันกันอีรุงตุงนัง ไม่สามารถปรับให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นได้ เดิมข้าฯ    คิดว่าคือแมลงวันไม่มีหัวอยู่ตัวเดียว แต่หลังการใช้ระบบมอบหมายงาน กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันบริษัทมีแมลงวันหัวขาดเป็นฝูง!! ขงเบ้งฟังแล้วจึงเริ่มอธิบายว่าเทคนิค การบริหารเวลาสามารถแบ่งเป็น สูง กลาง และต่ำ สามขั้น ขั้นต่ำเน้นการใช้เศษกระดาษบันทึก ขั้นกลาง เน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน ส่วนขั้นสูง เน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว ทั้งสามขั้นอันดับต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้อง การของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น   clip_image006
เล่าปี่สารภาพว่าหากพิจารณาตามการแบ่งขั้นของเทคนิคการบริหารเวลาแล้ว ข้าฯ    ยอมรับว่าวิธีของข้าฯ   อยู่ที่ขั้นต่ำ เพราะใช้แค่การส่งใบ slip บันทึกขงเบ้งชี้ไปที่ถังเหล็กกับกองวัสดุที่ผู้ช่วยได้เตรียมเสร็จไว้มุมห้องพร้อมกล่าวว่า คำ ตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี ้แหละ! ความจุของถังนี้เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน‘ 
ขงเบ้งอธิบายพรางวาดผังประกอบคำอธิบาย ดังในตารางประกอบ
การบริหารเวลา 
งาน 
เร่งด่วน
ไม่เร่งด่วน
สำคัญ
ก. (งานประเภทที่เป็นก้อนกรวด)
ข. (งานประเภทที่เป็นก้อนหิน)

* วิกฤติการณ์
* ปัญหาที่ประชิดตัว
* งานที่มีกำหนดแน่นอน
* โครงการใหม่หรือการริเริ่มใหม่
* กฎระเบียบ
* การปฏิรูปประสิทธิภาพการผลิต
* การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน
* มาตรการการป้องปราม 
ไม่สำคัญ
ค. (งานประเภทที่เป็นเม็ดทราย)
ง. (งานประเภทที่เป็นน้ำ)

* รับรองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
* จัดการกับเอกสารทั่วไป
* เข้าประชุมทั่วไป
* กิจกรรมทั่วไปที่ไม่สำคัญ
* งานจุกจิกทั่วไปที่ทำหรือไม่ทำก็ได้
* งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไปที่ไม่จำเป็น
* กิจกรรมที่น่าสนใจทั่วไป 

 ปกติท่านเน้นงานประเภทใด?” ขงเบ้งถาม   ก็ต้องเป็นประเภท ก.เล่าปี่ตอบอย่างไม่ลังเล
แล้วงานประเภท ข. ล่ะ?” ขงเบ้งถามต่อไป
เล่าปี่ตอบว่าข้าฯ ตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ก็ไม่มีเวลาพอที่สนใจมัน 
เป็นอย่างนี้ใช่ไหมขงเบ้งถาม พรางใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็มแล้วพยายามใส่ก้อนหินเข้าไปซึ่งใส่ไม่ได้ เล่าปี่ตอบว่า ใช่!” 
และหากเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่ล่ะ?” ขงเบ้งถามต่อ พลางใส่ก้อนหินทีละก้อนเข้าไปในถังก่อนจนใส่ไม่ได้
แล้วจึงถามเล่าปี่อีกว่าตอนนี้ถังเหล็กเต็มแล้วจะใส่อะไรลงไปอีกไม่ได้ใช่ไหม?”  ซึ่งเล่าปี่ตอบว่าใช่ 
จริงหรือ?” ขงเบ้งถาม แล้วหยิบก้อนกรวดใส่เข้าไปข้างบนถังแล้วเขย่าให้ก้อนกรวดตกลงไปในถังจนหมด
บัดนี้ถังเหล็กใบนี้ใส่อะไรลงไปอีกได้หรือไม่?” ขงเบ้งพูดพรางเทเม็ดทรายลงไปอีกจนหมด 
แล้วทีนี้ละ? ใส่อะไรลงไปอีกได้ไหม?” ขงเบ้งถามต่อไป 
แต่ก่อนที่เล่าปี่clip_image008มีโอกาสตอบ ขงเบ้งก็ตักน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในถังเหล็กอีกจนหมดตอนนี้ท่านเข้าใจความหมายของการทดลองนี้แล้วหรือยัง?”
เล่าปี่ตอบว่า เข้าใจแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่เกี่ยวกับการจัดการแบบแยกประเภท และเลือกการจัดการก่อนหลังใช่ไหม?” 
ขงเบ้งตอบว่าใช่ แล้ว การทดลองชี้ให้เห็นว่า หากถังเหล็กตั้งแต่แรกก็เติมเต็มไปด้วยก้อนกรวด ทราย และน้ำ ก็คงไม่มีโอกาสใส่ก้อนหินลงไปได้ แต่ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อนในถัง ยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆ เข้าไปได้อีก ดังนั้น การบริหาร เวลาที่ได้ผลต้องดูว่า อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด เม็ดทราย และน้ำ ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก
เล่าปี่ยังถามว่า    “แล้วการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องต่างๆ ออกเป็นสี่หมวดนี้มีผลอย่างไรล่ะ?”

ขงเบ้งตอบว่า
บุคคลจำพวกที่ว่าวุ่นอยู่กับเรื่องราวประเภทก้อนกรวด ย่อมมีความรู้สึกถูกเวลากดดันและวนเวียนอยู่ในแดนวิกฤตจนอ่อนล้า 
พวกที่เน้นเรื่องประเภทเม็ดทรายจะขาดพลังสร้างสรรค์ ชอบฟังคำพูดเพราะหู คบคนแบบผิวเผิน 
พวกที่นิยมเรื่องราวประเภทน้ำมักบกพร่องเรื่องสำนึกรับผิดชอบ แม้กระทั่งเรื่องสารทุกข์สุกดิบของตนเอง 
เล่าปี่ถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ว่าถ้าเน้นก้อนหินมากเกินไป จะมองข้ามก้อนกรวด เพราะก้อนกรวดมากับความเร่งด่วน?” 
ท่านทราบไหมว่า ก้อนกรวดมาจากไหน? ก็มาจากก้อนหินที่แตกสลายไง!ขงเบ้งตอบ
คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทก้อนหิน จะมีก้อนกรวดน้อย คนที่เน้นก้อนกรวด ก็จะมีก้อนกรวดเยอะตลอด
ขงเบ้งสอนต่อไปว่า คนที่อิงเรื่องประเภทก้อนหินเป็นคนมีประสิทธิภาพ เพราะ เขาจะเก่งในการวิเคราะห์สถานการณ์ เวลา และสิ่งแวดล้อม สามารถจับประเด็นหลักของปัญหา สามารถจัดการกับเรื่องเร่งด่วนและควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกินกว่าเหตุ กล้าฟันธงและใช้มาตรการป้องปราม บุคคลจำพวกนี้จะมีวิสัยทัศน์ มีอุดมการณ์ เคารพระเบียบ สามารถควบคุมตัวเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย และสามารถทำงานชิ้นใหญ่ได้
เล่าปี่ชื่นชอบทฤษฎี วัตถุในถัง ของขงเบ้งเป็นอย่างมาก พร้อมกับสารภาพว่ามาวันนี้ ข้าฯ ถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า การต่อสู้ของข้าฯ ทำไมจึงยังลุ่มๆ ดอนๆ เพราะแม้ว่าข้าฯ   มี ขุนพลเก่งๆ เช่น กวนอูและเตียวหุย แต่พวกเขาจะก้าวหน้าได้อย่างไร ตราบใดที่คนที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างพวกเขาจมปลักอยู่กับเรื่องจิ๊บจ๊อย กับทำงานลักษณะ  เก็บเม็ดงาแต่ทิ้งแตงโม” (เจี่ยนเลอจือหมา ติวเลอซีกวา) ขืนดำเนินตามวิธีนี้ต่อไป ความพยายามของข้าฯ  ก็คงเป็นได้แค่ ความฝัน

การบริหารเวลา ตามแบบจีน.....